Cultural Map @CHONBURI TH · หน้าแรก · รายการสารคดี · เส้นทางวัฒนธรรม · พิกัดสถานที่ · คำถามที่พบบ่อย  

รายการสารคดี,
เส้นทางวัฒนธรรม,
พิกัดสถานที่.
ข้อมูลเพิ่มเติม
วิดีโอ ประชาสัมพันธ์ พิกัดสถานที่ เส้นทางวัฒนธรรม ข่าวสาร / ประชาสัมพันธ์
/ เส้นทางวัฒนธรรม
วัดเกาะลอย ตั้งอยู่ที่ บ้านเกาะลอย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ 8 ไร่ 7 ตารางวา วัดนี้ ตั้งเมื่อพ.ศ.2419 โดยชาวลาวซึ่งอพยพมาจากเวียงจันทน์ ซึ่งได้มาตั้งชุมชนหลายหมู่บ้าน เช่น บ้านเนินถ่อน บ้านหนองตำลึง บ้านพานทอง บ้านเชิด บ้านหัวถนน ได้ร่วมกันก่อสร้างวัดขึ้น เพื่อเป็นที่สำหรับบำเพ็ญกุศลของประชาชน ในสมัยนั้น เนื่องจากบริเวณที่ตั้งวัดเป็นโคกหรือเนินดินที่มีที่ลุ่มล้อมรอบ ชาวบ้านจึงเรียกว่า เกาะลอย และตั้งชื่อวัดตามชื่อของหมู่บ้าน มีการพัฒนามาโดยลำดับจนถึงปัจจุบัน ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ.2524
ของฝากราคาถูก มีให้เลือกมากมาย
"สวนเสือศรีราชา เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนันทนาการ ให้ความรู้กับนักท่องเที่ยวทุกคน ซึ่งในปัจจุบัน เสือโคร่งพันธุ์เบงกอล และจระเข้ ที่เพาะเลี้ยงโดยสวนสัตว์ศรีราชานั้นมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากมาย นอกเหนือสัตว์นานาชนิดแล้ว สวนสัตว์ศรีราชายังได้มีกิจกรรมการแสดงต่างๆไว้มากมาย จุดประสงค์ที่ทางสวนเสือศรีราชาเพาะเลี้ยงเสือโคร่ง เนื่องจากเสือโคร่งพบมากที่สุดคือ ในทวีปเอเชีย ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของทวีปเอเชีย ซึ่งในปัจจุบันนี้เสือ โคร่งในธรรมชาติมีจำนวนลดน้อยลงเนื่องจากภัยที่เกิดจากธรรมชาติ และจากมนุษย์ และที่เลือกเสือพันธุ์เบงกอล เพราะเสือพันธุ์นี้สามารถอาศัยในภูมิอากาศของประเทศไทย เลขที่ 341 หมู่ 3 ต. หนองขาม อ. ศรีราชา จ. ชลบุรี สวนเสือศรีราชา เวลาให้บริการ : 08.00 - 18.00 (ทุกวัน) ค่าบริการ : ชาวไทย ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท ชาวต่างประเทศ ผู้ใหญ่ 250 บาท เด็ก 150 บาท "
ตลาดเก่าอ่างศิลา เป็นตลาดที่มีมานานถึง 133 ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ชาวตะวันตกและคนบางกอกหรือคนกรุงเทพ มาพักตากอากาศกันมาก ชื่ออ่างหินก็เริ่มเปลี่ยนแปลงเป็น “อ่างศิลา” ให้ดูเป็นสากลมากขึ้น สำหรับคำว่าอ่างศิลาที่คนเรียกติดปากนั้น เดิมแล้วคนในพื้นที่ดั้งเดิมเรียกกันว่า “อ่างหิน” เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสจังหวัดชลบุรี ได้ประทับแรมที่อ่างศิลา โดยมีลายพระราชหัตถเลขา ลงวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2419 พรรณนาถึง อ่างศิลา ตอนหนึ่งว่า เรียกชื่อว่าอ่างศิลานั้น เพราะมีแผ่นดินสูงเป็นลูกเนิน มีศิลาก้อนใหญ่ๆ เป็นศิลาดาด และเป็นสระยาวรี และนี่ก็คือที่มาของคำว่า “อ่างศิลา” นี้เอง เป็นชุมชนเก่าแก่ของอ่างศิรา อายุชุมชนกว่า 133 ปี และพยายามพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว แบบตลาดเก่าเพื่อให้นักท่องเที่ยวไปแวะมาเยี่ยมชม
วัดญาณสังวราราม ตั้งอยู่ที่ หมู่ 11 ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ตั้งเมื่อวันที่ 21 กกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2523 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อพ.ศ.2525
"เป็นปราสาทไม้ริมทะเลที่อลังการตระการตา งดงามด้วย ประติมากรรมและลวดลายแกะสลักที่สะท้อนให้เห็นถึงโลกทัศน์ ภูมิปัญญา คุณธรรม และปรัชญาของคนในโลกตะวันออกมีพื้นที่ติดทะเล ขนาด 60 ไร่ เริ่มก่อสร้างเมื่อปีพ.ศ.2524 สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง ไม่มีโลหะเข้ามาปะปน ทั้งหลังใช้ระบบเข้าเดือยไม้แบบไทยหรือใส่สลักไม้สร้างเป็นทรงจตุรมุข ยอดปราง 105 เมตร หลังคามุขทั้ง 4 ด้าน เป็นปราสาททรงอ่อนตามแบบอยุธยายอดประดับ ที่อยู่ : 206/2 หมู่ 5 นาเกลือ ซอย 12 อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี 20150 การเดินทาง : อยู่ตรงแหลมราชเวช ตำบลนาเกลือเมืองพัทยา ทางเข้าอยู่บริเวณซอย นาเกลือ12 เวลาให้บริการ : 08:00-17:00 ทุกวัน ค่าบริการ : ผู้ใหญ่ 500 บาท เด็ก 250 บาท ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ"
มีทางลาดยางขึ้นไปจนถึงยอดเขาพระตำหนัก เมื่อขึ้นไปจนถึงยอดเขาจะแลเห็นทัศนียภาพของบริเวณเมืองพัทยาและอ่าวพัทยาได้โดยรอบ สามารถมองเห็นหาดรูปโค้งคล้ายวงพระจันทร์ของหาดและความเจริญของอาคารบ้านเรือนได้อย่างชัดเจน จึงไม่น่าแปลกใจที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากแวะขึ้นมาอย่าไม่ขาดสาย ปัจจุบันได้รับการพัฒนาให้เป็นสถานที่ตั้งของสถานีวิทยุ สทร. ของทหารเรือ บนยอดเขามีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์, อนุสาวรีย์ พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ประดิษฐานอยู่ และเป็นจุดชมวิวซึ่งเปิดให้ขึ้นไปชมได้ระหว่าง 7.00 -22.00 น.จากจุดนี้จะแลเห็นทัศนียภาพโค้งอ่าวของบริเวณเมืองพัทยาได้สวยงามมาก บริเวณเชิงเขามีสวนสาธารณะสำหรับพักผ่อนออกกำลังกายและที่ตั้งของสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
พระพุทธรูปขนาดใหญุ่ที่สุดในจังหวัดชลบุรี เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่ชาวบ้านเรียกกันจนติดปากว่า "หลวงพ่อใหญ่" หรือ "พระพุทธสุโขทัยวลัยชลธาร" ทางขึ้นไปสักการะหลวงพ่อใหญ่เป็นบันไดพญานาค 7 เศียร ที่มีลักษณะงดงาม ด้านบนนอกจากหลวงพ่อใหญ่แล้วยังมีพระยืนและพระพุทธประจำวันที่ประดิษฐานโดยรอบให้นมัสการ หลังจากนมัสการหลวงพ่อใหญ่เสร็จก่อนกลับอย่าลืมเดินเคาะระฆังที่อยู่ติดกับทางขึ้นบันไดพญานาค เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต วัดพระใหญ่ ตั้งอยู่ บนเขาพระตำหนัก ในเมืองพัทยา จ.ชลบุรี เป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สุดของจังหวัดชลบุรี นามว่า "พระพุทธสุโขทัยวลัยชลธาร" ที่ประชาชนนิยมเรียกว่า "หลวงพ่อใหญ่" สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2520
"ตั้งอยู่กลางสระน้ำเทศบาล ตรงข้ามศาลาเทศบาลเมืองพนัสนิคม ถนนเมืองเก่า ซอย 1 ภายในเป็นองค์พระพนัสบดีจำลอง สร้างเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2517 ส่วนองค์จริงกรมศิลปากรเก็บรักษาไว้เมื่อ พ.ศ. 2474 พระพนัสบดีเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่มีอายุประมาณ 1,200-1,300 ปี แกะสลักจากหินดำเนื้อละเอียด มาจากประเทศอินเดีย เหมือนนกที่มีลักษณะกึ่งครุฑ กึ่งนกเค้าในท่าประทานพร กลางฝามือมีลวดลายคล้ายธรรมจักร นักโบราณคดียืนยันว่าเป็นพระพุทธรูปสมัยทวารวดี ประทับยืนบนหลังสัตว์ประหลาดที่สร้างขึ้นจากจินตนาการ รูปร่างคล้ายนก ดวงตากลมโปนโต แก้มเป็นกระพุ้ง จงอยปากใหญ่งุ้มแข็งแรง ปลายจงอยปากจากบนลงล่างมีรูทะลุคล้ายกับจะแขวนกระดิ่งได้ มีเขาทั้งคู่ปิดเป็นเกลียวงดเข้าหากันคล้ายเขาโคตั้งอยู่เหนือตา ที่โคนเขามีหูสองหูอย่างหูโค มีปีกสองข้างใหญ่สั้นที่กำลังกางออก ขาทั้งสองข้างพับแนบทรวงอกยกเชิดขึ้นอย่างขาของครุฑที่กำลังเหินลม "
เป็นแหล่งความรู้ที่ดี บนเนื้อที่กว่า 31 ไร่ ตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิทก่อนเข้าตัวเมืองพัทยา ตรงหลักกิโลเมตรที่ 143 เป็นสถานที่จำลองปูชนียสถาน และโบราณสถานที่สำคัญ เช่น วัดพระศรีรัตนศาสดาราม อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สะพานข้ามแม่น้ำแคว สะพานพระราม 9 ปราสาทหินพิมาย ภูเขาทองพระที่นั่งอนันตสมาคม ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีมินิยุโรป ซึ่งจำลอง สถาปัตยกรรม ที่มีชื่อเสียง ของประเทศต่างๆ ทั่วภาคพื้นทวีปยุโรป และอเมริกา เช่น หอไอเฟล , เทพีสันติภาพ ,แกรนแคนยอน , ทาวเวอร์บริดจ์ ในอังกฤษ,โอเปร่า เฮาส์ ในออสเตรเลีย วิหารพาเธนอน ในกรีก ,นครวัต ในกัมพูชา ฯลฯ โดยใช้อัตราส่วน 1 ต่อ 25 ตั้งอยู๋ริมถนนสุขุมวิท หลักกิโลเมตรที่ 143 เลยสี่แยก ตลาดนาเกลือ ประมาณ 500 เมตร
สถานที่พักผ่อน กิจกรรมสนุกๆ สำหรับครอบครัวและเพื่อนฝูง
เป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่ที่เจริญขึ้นในช่วงสมัยทวารดีและพัฒนาการสืบเนื่อง ต่อมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ 17-18 ซึ่งได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมความเชื่อจากอาณาจักรเขมรโบราณชื่อของเมืองพระรถนั้นมีที่มาจาก ชื่อของพระรถเสน โอรสของพระเจ้ารณสิทธิ์แห่งกุตารนครที่เกิดจากนางเภาน้องคนสุดท้องในตำนานนิทานพื้นบ้าน เรื่อง นางสิบสอง ลักษณะของเมืองพระรถจากการสำรวจพบว่าเป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่ มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ
ของฝากนานาชนิด อาทิเช่น กั้ง กุ้ง หอย ปู ปลา ทั้งแห้งและสด กะปิ ผลไม้กวน ผลไม้ดอง ผลไม้แช่อิ่ม ห่อหมก หอยจ๊อ แจงลอน ขนุนทอด ทุเรียนทอด กาละแมร์ ขนมอาลัว ขนมหม้อแกง ขนมจาก เครื่องจักรสาน หวาย ที่พลาดไม่ได้เห็นจะเป็นข้าวหลาม และยังมีอีกมากมายครับ ให้อธิบายคงยาวเป็นหางว่าวแน่นอน สรุปแล้วก็บอกได้คำเดียวครับ เยอะมากกกกกกกกก หนองมน อยู่ไม่ไกลจากทางเข้าหาดบางแสน อยู่ใกล้กันเพียง 1 กิโลเมตรเศษ ๆ เท่านั้น เรียกกันจนติดปาก “ตลาดหนองมน” หรือที่ใคร ๆ รู้จักกันดี “ข้าวหลามหนองมน” หนองมนตั้งอยู่ในตำบลแสนสุข จังหวัดชลบุรี ห่างจากตัวจังหวัดเพียง 11-12 กิโลเมตร คนที่นี่เค้าเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า “ตลาดแสนสุข” เป็นตลาดที่เจริญในด้านการค้าที่สุดในจังหวัดชลบุรี สองฟากฝั่งของถนนเต็มไปด้วยร้านค้าเรียงรายยาวสุดลูกหูลูกตากันเลยทีเดียว และแต่ร้านก็ละลานตาไปด้วยของฝากนานาชนิด มาที่นี่คุณได้ทุกอย่างที่ต้องการติดไม้ติดมือไม่มากก็น้อยล่ะครับ
วิหารเซียนหรือ"เอนกุศลศาลา" สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุครบห้ารอบ ภายในมีอาคารใหญ่มีรูปทรงเป็นวิหารแบบจีนสูงสามชั้น ชั้นล่างด้านหน้ามีรูปสลักหินจากประเทศจีนกว่า 60 รายการ โถงชั้นล่างของวิหารเป็นการจำลองท้องพระโรงของพระราชวังจีน ชั้นสองมีรูปหล่องของลื้อท่งปิงเป็นหนึ่งในแปดเซียนของลัทธิเต๋า รูปหล่อจักรพรรดิจีน รูปหล่อท่า 18 อรหันต์เส้าหลินและรูปหล่อวิธีชีวิตชาวจีน ในชั้นสุดท้ายมีพระพุทธชินราชจำลองที่เป็นพระประธานของวิหารแห่งนี้ นักท่องเที่ยวที่มายังวิหารเซียนแห่งนี้ต่างต้องตลึงถึงความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรม ศิลปะแบบไทย-จีนที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว อเนกกุศลศาลาเป็นแหล่งรวมสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมชั้นสูงของจีน ก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2530 เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ ภายในเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงศิลปวัตถุ โบราณวัตถุอันมีค่า ได้แก่ เจ้าแม่กวนอิมหยกขาวองค์ใหญ่ รูปปั้นทหารและม้าจากสุสานจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้ พระแท่นบัลลังก์ทองของจักรพรรดิ ภาพเขียนเก่า และเครื่องปั้นดินเผา เปิดให้เข้าชมทุกวันระหว่างเวลา 08.00–17.00 น.
เป็นประเพณีที่มีการสืบทอดกันมาเหมือนในอดีต ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาประชาชนมีความเชื่อว่าหากไม่มีการแข่งขันวิ่งควายในแต่ละปีนั้น จะเกิดภัยพิบัติในชุมชน เช่น อัคคีภัย เป็นต้น ซึ่งความเชื่อนั้นเป็นความจริง จึงเป็นเหตุให้มีการวิ่งควายเป็นประจำทุกปี จัดงานในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 12 ขั้นตอนการปฏิบัติของประเพณี (บางกรณีอาจจะมีพิธีกรรมด้วย) คุณค่า (ประโยชน์) ของประเพณีที่มีต่อชุมชน 1. การใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ 2. เกิดความรักความสามัคคี ของประชาชน 3. ประชาชนเกิดความสนุกสนาน
ตลาดน้ำ ๔ ภาค พัทยา สถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ทางศิลปวัฒนธรรมไทย แห่งใหม่กลางใจเมืองพัทยาและถือกำเนิดขึ้นด้วยเจตนารมณ์ของผู้บริหารที่จะให้สถานที่แห่งนี้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรม ที่จำลองวิถีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไทยที่เรียบง่าย เรียนรู้วิถีพอเพียงดั้งเดิมที่ผูกพันกับสายน้ำตั้งแต่อดีตสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน รวมถึงการเรียนรู้ภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีเสน่ห์ที่น่าหลงใหลใน ๔ ภาค ของประเทศไทย ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน และ ภาคใต้
จากชลบุรีมุ่งหน้าไปทางหาดบางแสน โดยใช้เส้นทางเรียบทะเลผ่านวัดอ่างศิลาไปไม่นานนักจะพบกับสะพานปลาอ่างศิลาที่อยู่ตรงโค้งพอดี เนื่องจากที่นี้เป็นท่าเทียบเรือประมงชาวประมงจะมาขึ้นของทะเลตั้งแต่ตอนเช้าๆ กันเลยทีเดียว สะพานปลาแห่งนี้จึงเป็นตลาดสดซื้อขายอาหารทะเลในราคาถูกๆ ไม่ว่าจะเป็น กุ้ง หอย ปู ปลา มีให้เลือกกันละลานตาไปหมดหลายขนาดหลายราคา สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการรับประทานอาหารทะเลแบบสดๆ ที่ตลาดสดแห่งนี้ก็มีร้านอาหารไว้คอยบริการในราคาที่ไม่แพงอีกด้วย สำหรับผู้ที่ชื่นชอบอาหารทะเลไม่ควรพลาดที่ตลาดสดสะพานปลาอ่างศิลาอย่างแน่นอน สะพานปลาอ่างศิลาตั้งอยู่โค้งแรกที่มองเห็นทะเลเมื่อเข้าเขตบ้านอ่างศิลา ตรงเข้าไปจะเห็นสะพานปลา ที่มีเรือประมงจอดอยู่มากมาย นั่นก็คือ ตลาดอ่างศิลา หรือสะพานปลาอ่างศิลานั่นเอง ได้เริ่มก่อสร้างขึ้นเมื่อปี 2499 ตามข้อเรียกร้องของชาวประมง จังหวัดชลบุรี ด้วยเหตุที่ว่าจังหวัดชลบุรีนั่นไม่มีที่จอดเรือสาธารณะ
"วัดใหญ่อินทาราม เป็นวัดโบราณ สร้างสมัยศรีอยุธยา เดิมชื่อว่า วัดหลวง หรือวัดอินทาราม โดยสมเด็จพระนครินทราธิราช(พระนครอินทร์)พระราชนัดดา แห่งพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพงั่ว) พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ตามพงศาวดารปรากฎว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อครั้งยังเป็นพระยาวชิรปราการ ได้เสด็จมาพักไพร่พลเมื่อคราวเสด็จมาปราบปราม นายทองอยู่ นกเล็ก บริเวณหมู่บ้านใกล้เคียงกับวัดนี้ ชาวเรียก วัดบ้านค่าย ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๒๙ เป็นต้นมา วัดชำรุดทรุดโทรม จึงได้บูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะสงฆ์ อาทิ กุฎิ ศาลาการเปรียญ พระวิหาร เป็นต้น ได้รับยกฐานะเป็นพระอารามหลวง เมื่อปี ๒๕๑๘ วัดใหญ่อินทาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ ๘๕๘ ตำบลบางปลาสร้อย อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ.๒๔๓๕ มีที่ดินตั้งวัด เนื้อที่ ๑๙ ไร่ ๑ งาน ๘๙ ตารางวา มีสิ่งสำคัญในพระอาราม พระอุโบสถ พระประธาน พระวิหาร พระมณฑป พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระเิจ้าตากสิน ศาลาพระเจ้าตากสิน ศาลาการเปรียญ ปััจุบัน พระราชสิทธิวิมล(เอนก จานิสฺสโร) เป็นเจ้าอาวาส"
"เขาสามมุข เป็นสัญลักษณ์ในดวงตราประจำจังหวัดชลบุรี เป็นเนินเขาเตี้ย ๆ อยู่กึ่งกลางระหว่างบ้านอ่างศิลา และหาดบางแสน ไปตามถนนตัดเลียบริมหาดจากอ่างศิลาลาดขึ้นเขาสามมุข เชิงเขาเป็นที่ตั้งศาลเจ้าแม่เขาสามมุขอันเป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไปนับแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน ผู้ที่มีโอกาสไปกราบไหว้มักถวายว่าวและมะพร้าวอ่อนเพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งที่เจ้าแม่โปรด ภายในบริเวณจะเป็นสวนตะบองเพชรที่สวยงามมากหลังจากไหว้เจ้าแม่เรียบร้อยแล้วยังสามารถเที่ยวชมทัศนียภาพรอบๆเขาได้อีกด้วย เขาแห่งนี้มีถนนวนรอบเชื่อมต่อถึงกันโดยตลอด ที่จุดชมวิวสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของแหลมแท่นและชายหาดบางแสนได้อย่างชัดเจน บริเวณเขาสามมุขมีลิงป่าอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากนักท่องเที่ยวนิยมให้ขนมหรือผลไม้แก่ลิง จึงมีพ่อค้าแม่ค้านำอาหารลิง เช่น ถั่วต้ม ผัก ผลไม้ และขนม ใส่ตะกร้าใบเล็กๆ ไว้จำหน่ายแก่นักท่องเที่ยว บริเวณหน้าผาริมทะเลเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มี ตำนานแห่งความรักของหนุ่มสาวที่จบชีวิตลงตามกันตามที่ได้สาบานรักกันไว้ อีกตำนานกล่าวว่าเดิมเขาสามมุขเป็นถ้ำใหญ่ ในถ้ำมีทรัพย์สมบัติมากมาย เช่น โต๊ะ โตก ถาด ถ้วย จาน ฯลฯ สิ่งของเหล่านี้ถือกันว่าเป็นของเจ้าแม่เขาสามมุข เวลามีงานชาวบ้านไปบอกกล่าวขอยืมมาใช้ได้ เสร็จแล้วก็เอาไปคืน ต่อมามีคนไม่ซื่อตรง ยืมมาแล้วเอาของไม่ดีไปส่งแทน บางทีก็ไม่ส่งคืน เจ้าแม่จึงเอาหินปิดปากถ้ำเสีย ไม่ให้ใครเข้าออกอีก "
สถานที่พักผ่อน กิจกรรมสนุกๆ สำหรับครอบครัวและเพื่อนฝูง
วัดเขาพระบาท ภายในบริเวณวัดมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้สักการะหลายจุด มณฑปพระพุทธบาทเป็นสิ่งแรกที่มองเห็นได้จากประตูทางเข้าเพราะตั้งอยู่จุดกึ่งกลางของวัดเขาพระบาท ซึ่งภายในเป็นที่ประดิษฐานของรอยพระพุทธบาท ส่วนฝาผนังมีภาพเขียนเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติและนอกจากนั้นยังมีพระพุทธรูป 3 องค์ที่ประดิษฐานอยู่ใกล้กับรอยพระพุทธบาท อีกจุดหนึ่งที่ไม่ควรพลาดคือ พ่อปู่ฤๅษีที่นักท่องเที่ยวจะไปกราบไหว้ขอพรก่อนเดินทางกลับเพื่อความเป็นสิริมงคลและให้เดินทางปลอดภัย เป็นเขาที่มีประวัติศาสตร์ในภาคตะวันออก ในสมัยที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ยกทัพมาตีเมืองจันทบุรี และได้นำทหารมาพักที่เขาทัพพระยาหรือเขาพระบาท ก่อนที่จะยกทัพเดินทางไปตีเมืองจันทร์ ต่อมาปีพ.ศ.2510 หลวงพ่อพระครูวิบูลสังฆการ (หลวงพ่อโป) ได้พบรอยพระบาทของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บนยอดเขาพัทยาจึงได้สร้างมณฑปครอบรอยพระพุทธบาท หลังจากนั้นชาวบ้านทราบข่าวจึงได้ขึ้นเขาทับพระยาเป็นประจำ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ต่อมากทางราชการได้ยกเป็นเมือง เมื่อปี พ.ศ.2522 จึงได้เปลี่ยนชื่อจากบ้านทั้ยพระเป็นเมืองพัทยา
ประวัติความเป็นมาของวัดโบสถ์ หลักฐานจากคำบอกเล่ากล่าวว่าเมื่อตอนเสียกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. 2310 ผู้คนจำนวยมากได้อพยพหลบหนีภัยสงครามเข้ามาตั้งบ้านเรือนในพื้นที่บ้านวัดโบสถ์ในปัจจุบัน เนื่องจากเห็นว่าสถานที่นี้ทำเลดีเป็นที่ลุ่ม สามารถปลูกข้าวได้คล้ายคลึงกับกรุงศรีอยุธยา จากนั้นได้ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างวัดประจำหมู่บ้านขึ้นพร้อมตั้งชื่อว่า วัดโบสถ์ และเรียกชื่อหมู่บ้านแห่งใหม่นี้ว่า บ้านวัดโบสถ์ ซึ่งอาจเป็นชื่อตามหมู่บ้านเดิมในกรุงศรีอยุธยาที่พากันอพยพมา ปัจจุบันวัดโบสถ์มีเนื้อที่ 15 ไร่ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อปี พ.ศ. 2503
"สระสี่เหลี่ยมซึ่งขุดลงไปในศิลาแลง ตามตำนานกล่าวว่าเป็นสระที่พระรถในเรื่องพระรถเมรีใช้เป็นที่ให้น้ำไก่ เมื่อคราวที่นำไก่ออกตีเพื่อเลี้ยงนางสิบสองและได้เดินทางมาตีไก่ถึงบริเวณนี้ ที่อยู่ : ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 6 ตำบลสระสี่เหลี่ยม การเดินทาง : ไปตามเส้นทางสาย 0804 สระสี่เหลี่ยมผ่านวัดหัวถนน ไปสู่บริเวณที่เป็นสระน้ำโบราณ"
หนังสือตำนานเมืองพระรถเล่มนี้ ใช้เป็นคู่มือท่องเที่ยวและทัศนศึกษาอำเภอพนัสนิคม ตั้งแต่ตรั้งเป็นอินทปัตนครและเมืองพระรถ ภายในเล่มนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ 1. ประวัติพนัสนิคม มีทำเนียบนายดำเภอพนัสนิคมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน 42 คน พร้อมทั้งการแบ่งพื้อนที่การปกครองเป็น 19 ตำบล รวม 185 หมู่บ้าน 2. อินทปัตนครเกิดก่อนเมืองพระรถ กล่าวถึวประวัติความเป็นมา ของเมืองอินทปัต 3. รถเสนชาดกแบบชาวบ้านเป็นการเล่าเรื่องรถเสนชาดกจากต้นฉบับเดิม 4. อิทธิพลตำนานพระรถเมรี ซึ่งมีการแปลรถเสนชาดกจากภาษามคธเป็นภาษาไทย และได้เปลี่ยนชื่อเป็นพระรถเมรี ทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถอ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้น 5. วัดโบสถ์เกิดก่อนเมืองพนัสนิคม ให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาโบราณสถานและโบราณวัตถุ ที่น่าสนใจหลายอย่างของวัดโบสถ์ 6. วัดใต้ต้นลานอดีตหมู่บ้านลาว กล่าวถึงประวัติการสร้างวัดและสิ่งก่อสร้างที่สำคัญภายในวัด 7. แหล่งท่องเที่ยวและทัศนศึกษาที่น่าสนใจให้ความเพลิดเพลินและเหมาะแก่การเรียนรู้แต่ละแห่งมีประวัติความเป็นมาอย่างย่อ ๆ 8. จักสานงานอาชีพชาวพนัสนิคม กล่างถึงจักสานที่ผลิตขึ้นเป็นเครื่องใช้ในบ้าน เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ พัฒนาให้เป็นของดีมีราคา อละกลุ่มอาชีพจักสานในแต่ละหมู่บ้านและตำบล 9. พาไปซื้อเครื่องจักสานพนัสนิคมถึงแหล่งผลิตซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 5 แห่ง ด้วยกัน
พระพุทธรูปแกะสลักเขาชีจรรย์ เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของจังหวัดชลบุรี สิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมาที่แห่งนี้คือ พระพุทธรูปแกะสลักลักษณะพุทธฉายองค์ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยเลียนแบบพระพุทธนวราชบพิตรศิลปะสุโขทัยผสมล้านนา สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บรรยากาศโดยรอบถูกตกแต่งด้วยสวนไม้สวยงามให้ความรู้สึกร่มรื่นเป็นอีกหนึ่งสถานที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับนักท่องเที่ยว เขาชีจรรย์ตั้งอยู่เส้นทางเดียวกับทางไปไร่องุ่นซิลเวอร์เลค เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย แกะสลักด้วยแสงเลเซอร์บนหน้าผาของเขาชีจรรย์ ศิลปสุโขทัยผสมล้านนา ขนาดความสูง 130 เมตร หน้าตักกว้าง 70 เมตร มีชื่อว่า “พระพุทธมหาวชิรอุตตโมภาสศาสดา” สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2539 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภายในพระอุระบรรจุพระรัตนะบรมสารีริกธาตุ บริเวณโดยรอบตกแต่งเป็นสวนพักผ่อนหย่อนใจสวยงาม อยู่ในความดูแลของกองทัพเรือ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน
วิหารเทพสถิตพระกิติเฉลิมหรือศาลเจ้าหน่าจาซาไท้จื้อ เป็นศาลเจ้าจีนตั้งอยู่บนถนนเลียบทะเลจากอ่างศิลาไปเขาสามมุข ภายในก่อสร้างและตกแต่งเป็นแบบสถาปัตยกรรมจีนที่สร้างได้อย่างสวยงาม ศิลปะเด่นของวิหารแห่งนี้คือ มีรูปปั้นมังกรมากถึง 2,840 ตัว กระถางธูปศักดิ์สิทธิ์และเสาฟ้าดินที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะไม่เหมือนที่ไหน นอกจากศิลปะที่งดงามแล้วภายในยังประดิษฐานเทพเจ้าหน่าจาซาไท้จื้อ และเจ้าแม่กวนอิมพันมือที่นักท่องเที่ยวต่างเคารพบูชา ประวัติวิหารเทพสถิตพระกิติเฉลิมหรือศาลเจ้าหน่าจาซาไท้จื้อ เดิมเป็นศาลเจ้าขนาดเล็ก สร้างขึ้นโดยอาจารย์สมชาย เฉยศิริ เมื่อปี 2534 ต่อมาศิษยานุศิษย์ พ่อค้า ประชาชนที่เลื่อมใสในองค์เทพเจ้าหน่าซาไท้จื้อ ได้ร่วมบริจาคสร้างศาลเจ้าขึ้นใหม่ ในวโรกาสเฉลิมพระเกียรติครบรอบ 72 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2541 สมเด็จพระสังฆราชฯ เสด็จมาเป็นประธานพิธีเททองหล่อพระพุทธ 7 องค์ และพระราชทานนามศาลเจ้าแห่งนี้ว่า "วิหารเทพสถิตพระกิติเฉลิม" ซึ่งหมายความว่า ที่สถิตของทวยเทพเจ้าทั้งหลาย ปัจจุบัน ประกอบด้วยอาคารหลัก 3 หลัง หอฟ้าดิน 1 หลัง บนเนื้อที่ 13 ไร่
"วัดสัตหีบเป็นวัดที่มีชื่อเสียงของจังหวัดชลบุรี ผู้คนมักจะเรียกกันว่าวัดหลวงพ่ออี๋ เนื่องจากหลวงพ่ออี๋เป็นผู้สร้างวัดนี้ขึ้นในปี พ.ศ. 2442 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งในปัจจุบันมีผู้เลื่อมใสในหลวงพ่ออี๋ ต่างพากันมาทำบุญและปิดทองนมัสการรูปหล่อของท่านที่วัดเป็นจำนวนมาก พระครูวรเวทมุนี หรือที่รู้จักกันว่าหลวงพ่ออี๋นั้น มีประวัติกล่าวว่าท่านเป็นชาวสัตหีบโดยกำเนิด มีบิดาชื่อ นายขำ และมารดาขื่อ นางเอียง ทองขำ ท่านได้เข้าบรรพชาเป็นภิกขุที่วัดอ่างศิลาเมื่ออายุได้ 25 ปี โดยได้ศึกษาพระธรรมวินัยพร้อมทั้งพระพุทธมนต์จนขึ้นใจ และต่อมาได้ไปศึกษาวิปัสสนาธุระในสำคัญของหลวงพ่อปาน ที่จังหวัดสมุทรปราการ จนกระทั่งชำนาญในด้านวิปัสสนากรรมฐาน จึงกลับมาจำพรรษาที่วัดอ่างศิลาอีกครั้งเมื่อครบพรรษาที่ 11 ได้กลับมาเยี่ยมญาติที่วัดสัตหีบ โดยในพรรษานั้นเองท่านได้ร่วมกับญาติโยมย้ายสำนักสงฆ์เดิมที่อยู่หัวตลาด มาสร้างที่วัดสัตหีบในปัจจุบัน โดยหลวงพ่ออี๋ท่านได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสคนแรกปกครองวัดสัตหีบ พัฒนาเสนาสนะต่างๆ จนมีความเจริญรุ่งเรืองสืบมา และจำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้เป็นเวลากว่า 47 พรรษา จนกระทั่งท่านได้ลาสังขารไปในปี พ.ศ.2489 กล่าวกันว่าหลวงพ่ออี๋เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านวิปัสสนากรรมฐาน และการบริกรรมคาถา ครั้งเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ ได้จัดสร้างวัตถุมงคลต่างๆ ไว้แจกจ่ายเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้ประชาชนเป็นจำนวนมาก เช่นผ้ายันต์ ผ้าพันหมวกให้ทหารเรือไว้ติดตัว หรือที่ชื่อรู้จักกันอย่างแพร่หลายมากที่สุด คือ ปลัดขิก ที่มีกิตติศัพท์ในด้าน สิริมงคลทำมาค้าขึ้น ซึ่งผู้คนยังให้ความนิยมและต่างเสาะหากันมาบูชาด้วยศรัทธาที่ไม่เคยจาง"
ในปีพุทธศักราช 2370 เป็นต้นมา อ่างศิลาจ.ชลบุรี เริ่มได้รับความนิยมจากชาวตะวันตกในด้านการเป้นสถานที่พักผ่อนตากอากาศและพักฟื้นจากการเจ็บป่วย เนื่องจากเป็นตำบลชายทะเลอากาศดีและการเดินทางสะดวกตั้งอยู่ไม่ห่างจากกรุงเทพฯ มากนัก จึงทำให้ได้รับความนิยมจากชาวตะวันตกและพระบรมวงศานุวงศ์เดินทางไปพักผ่อนตากอากาศเพิ่มมากขึ้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินมายังเมืองชลบุรีเพื่อประทับพักผ่อนพระอริยาบถหลายครั้ง ในปีพ.ศ.2400 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จนิวัติพระนครแล้วทรงอนุโมทนาในกุศลเจตนาของพระศรีพัชรินทราบรมราชินีและพระราชทานนามอาศรัยสถานทั้ง 2 หลัง โดยโปรดเกล้าฯให้เรียกอาคารหลังใหญ่ว่า ตึกมหาราช อาคารหลังเล็กว่า ตึกราชินี
/ พิกัดแนะนำ
ในปีพุทธศักราช 2370 เป็นต้นมา อ่างศิลาจ.ชลบุรี เริ่มได้รับความนิยมจากชาวตะวันตกในด้านการเป้นสถานที่พักผ่อนตากอากาศและพักฟื้นจากการเจ็บป่วย เนื่องจากเป็นตำบลชายทะเลอากาศดีและการเดินทางสะดวกตั้งอยู่ไม่ห่างจากกรุงเทพฯ มากนัก จึงทำให้ได้รับความนิยมจากชาวตะวันตกและพระบรมวงศานุวงศ์เดินทางไปพักผ่อนตากอากาศเพิ่มมากขึ้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินมายังเมืองชลบุรีเพื่อประทับพักผ่อนพระอริยาบถหลายครั้ง ในปีพ.ศ.2400 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จนิวัติพระนครแล้วทรงอนุโมทนาในกุศลเจตนาของพระศรีพัชรินทราบรมราชินีและพระราชทานนามอาศรัยสถานทั้ง 2 หลัง โดยโปรดเกล้าฯให้เรียกอาคารหลังใหญ่ว่า ตึกมหาราช อาคารหลังเล็กว่า ตึกราชินี
ดูรายละเอียด
"เป็นปราสาทไม้ริมทะเลที่อลังการตระการตา งดงามด้วย ประติมากรรมและลวดลายแกะสลักที่สะท้อนให้เห็นถึงโลกทัศน์ ภูมิปัญญา คุณธรรม และปรัชญาของคนในโลกตะวันออกมีพื้นที่ติดทะเล ขนาด 60 ไร่ เริ่มก่อสร้างเมื่อปีพ.ศ.2524 สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง ไม่มีโลหะเข้ามาปะปน ทั้งหลังใช้ระบบเข้าเดือยไม้แบบไทยหรือใส่สลักไม้สร้างเป็นทรงจตุรมุข ยอดปราง 105 เมตร หลังคามุขทั้ง 4 ด้าน เป็นปราสาททรงอ่อนตามแบบอยุธยายอดประดับ ที่อยู่ : 206/2 หมู่ 5 นาเกลือ ซอย 12 อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี 20150 การเดินทาง : อยู่ตรงแหลมราชเวช ตำบลนาเกลือเมืองพัทยา ทางเข้าอยู่บริเวณซอย นาเกลือ12 เวลาให้บริการ : 08:00-17:00 ทุกวัน ค่าบริการ : ผู้ใหญ่ 500 บาท เด็ก 250 บาท ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ"
ดูรายละเอียด
วัดเกาะลอย ตั้งอยู่ที่ บ้านเกาะลอย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ 8 ไร่ 7 ตารางวา วัดนี้ ตั้งเมื่อพ.ศ.2419 โดยชาวลาวซึ่งอพยพมาจากเวียงจันทน์ ซึ่งได้มาตั้งชุมชนหลายหมู่บ้าน เช่น บ้านเนินถ่อน บ้านหนองตำลึง บ้านพานทอง บ้านเชิด บ้านหัวถนน ได้ร่วมกันก่อสร้างวัดขึ้น เพื่อเป็นที่สำหรับบำเพ็ญกุศลของประชาชน ในสมัยนั้น เนื่องจากบริเวณที่ตั้งวัดเป็นโคกหรือเนินดินที่มีที่ลุ่มล้อมรอบ ชาวบ้านจึงเรียกว่า เกาะลอย และตั้งชื่อวัดตามชื่อของหมู่บ้าน มีการพัฒนามาโดยลำดับจนถึงปัจจุบัน ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ.2524
ดูรายละเอียด
วิหารเซียนหรือ"เอนกุศลศาลา" สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุครบห้ารอบ ภายในมีอาคารใหญ่มีรูปทรงเป็นวิหารแบบจีนสูงสามชั้น ชั้นล่างด้านหน้ามีรูปสลักหินจากประเทศจีนกว่า 60 รายการ โถงชั้นล่างของวิหารเป็นการจำลองท้องพระโรงของพระราชวังจีน ชั้นสองมีรูปหล่องของลื้อท่งปิงเป็นหนึ่งในแปดเซียนของลัทธิเต๋า รูปหล่อจักรพรรดิจีน รูปหล่อท่า 18 อรหันต์เส้าหลินและรูปหล่อวิธีชีวิตชาวจีน ในชั้นสุดท้ายมีพระพุทธชินราชจำลองที่เป็นพระประธานของวิหารแห่งนี้ นักท่องเที่ยวที่มายังวิหารเซียนแห่งนี้ต่างต้องตลึงถึงความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรม ศิลปะแบบไทย-จีนที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว อเนกกุศลศาลาเป็นแหล่งรวมสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมชั้นสูงของจีน ก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2530 เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ ภายในเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงศิลปวัตถุ โบราณวัตถุอันมีค่า ได้แก่ เจ้าแม่กวนอิมหยกขาวองค์ใหญ่ รูปปั้นทหารและม้าจากสุสานจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้ พระแท่นบัลลังก์ทองของจักรพรรดิ ภาพเขียนเก่า และเครื่องปั้นดินเผา เปิดให้เข้าชมทุกวันระหว่างเวลา 08.00–17.00 น.
ดูรายละเอียด
มีทางลาดยางขึ้นไปจนถึงยอดเขาพระตำหนัก เมื่อขึ้นไปจนถึงยอดเขาจะแลเห็นทัศนียภาพของบริเวณเมืองพัทยาและอ่าวพัทยาได้โดยรอบ สามารถมองเห็นหาดรูปโค้งคล้ายวงพระจันทร์ของหาดและความเจริญของอาคารบ้านเรือนได้อย่างชัดเจน จึงไม่น่าแปลกใจที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากแวะขึ้นมาอย่าไม่ขาดสาย ปัจจุบันได้รับการพัฒนาให้เป็นสถานที่ตั้งของสถานีวิทยุ สทร. ของทหารเรือ บนยอดเขามีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์, อนุสาวรีย์ พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ประดิษฐานอยู่ และเป็นจุดชมวิวซึ่งเปิดให้ขึ้นไปชมได้ระหว่าง 7.00 -22.00 น.จากจุดนี้จะแลเห็นทัศนียภาพโค้งอ่าวของบริเวณเมืองพัทยาได้สวยงามมาก บริเวณเชิงเขามีสวนสาธารณะสำหรับพักผ่อนออกกำลังกายและที่ตั้งของสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
ดูรายละเอียด
สถานที่พักผ่อน กิจกรรมสนุกๆ สำหรับครอบครัวและเพื่อนฝูง
ดูรายละเอียด
เป็นแหล่งความรู้ที่ดี บนเนื้อที่กว่า 31 ไร่ ตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิทก่อนเข้าตัวเมืองพัทยา ตรงหลักกิโลเมตรที่ 143 เป็นสถานที่จำลองปูชนียสถาน และโบราณสถานที่สำคัญ เช่น วัดพระศรีรัตนศาสดาราม อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สะพานข้ามแม่น้ำแคว สะพานพระราม 9 ปราสาทหินพิมาย ภูเขาทองพระที่นั่งอนันตสมาคม ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีมินิยุโรป ซึ่งจำลอง สถาปัตยกรรม ที่มีชื่อเสียง ของประเทศต่างๆ ทั่วภาคพื้นทวีปยุโรป และอเมริกา เช่น หอไอเฟล , เทพีสันติภาพ ,แกรนแคนยอน , ทาวเวอร์บริดจ์ ในอังกฤษ,โอเปร่า เฮาส์ ในออสเตรเลีย วิหารพาเธนอน ในกรีก ,นครวัต ในกัมพูชา ฯลฯ โดยใช้อัตราส่วน 1 ต่อ 25 ตั้งอยู๋ริมถนนสุขุมวิท หลักกิโลเมตรที่ 143 เลยสี่แยก ตลาดนาเกลือ ประมาณ 500 เมตร
ดูรายละเอียด
ตลาดน้ำ ๔ ภาค พัทยา สถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ทางศิลปวัฒนธรรมไทย แห่งใหม่กลางใจเมืองพัทยาและถือกำเนิดขึ้นด้วยเจตนารมณ์ของผู้บริหารที่จะให้สถานที่แห่งนี้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรม ที่จำลองวิถีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไทยที่เรียบง่าย เรียนรู้วิถีพอเพียงดั้งเดิมที่ผูกพันกับสายน้ำตั้งแต่อดีตสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน รวมถึงการเรียนรู้ภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีเสน่ห์ที่น่าหลงใหลใน ๔ ภาค ของประเทศไทย ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน และ ภาคใต้
ดูรายละเอียด
ประวัติความเป็นมาของวัดโบสถ์ หลักฐานจากคำบอกเล่ากล่าวว่าเมื่อตอนเสียกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. 2310 ผู้คนจำนวยมากได้อพยพหลบหนีภัยสงครามเข้ามาตั้งบ้านเรือนในพื้นที่บ้านวัดโบสถ์ในปัจจุบัน เนื่องจากเห็นว่าสถานที่นี้ทำเลดีเป็นที่ลุ่ม สามารถปลูกข้าวได้คล้ายคลึงกับกรุงศรีอยุธยา จากนั้นได้ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างวัดประจำหมู่บ้านขึ้นพร้อมตั้งชื่อว่า วัดโบสถ์ และเรียกชื่อหมู่บ้านแห่งใหม่นี้ว่า บ้านวัดโบสถ์ ซึ่งอาจเป็นชื่อตามหมู่บ้านเดิมในกรุงศรีอยุธยาที่พากันอพยพมา ปัจจุบันวัดโบสถ์มีเนื้อที่ 15 ไร่ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อปี พ.ศ. 2503
ดูรายละเอียด
หนังสือตำนานเมืองพระรถเล่มนี้ ใช้เป็นคู่มือท่องเที่ยวและทัศนศึกษาอำเภอพนัสนิคม ตั้งแต่ตรั้งเป็นอินทปัตนครและเมืองพระรถ ภายในเล่มนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ 1. ประวัติพนัสนิคม มีทำเนียบนายดำเภอพนัสนิคมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน 42 คน พร้อมทั้งการแบ่งพื้อนที่การปกครองเป็น 19 ตำบล รวม 185 หมู่บ้าน 2. อินทปัตนครเกิดก่อนเมืองพระรถ กล่าวถึวประวัติความเป็นมา ของเมืองอินทปัต 3. รถเสนชาดกแบบชาวบ้านเป็นการเล่าเรื่องรถเสนชาดกจากต้นฉบับเดิม 4. อิทธิพลตำนานพระรถเมรี ซึ่งมีการแปลรถเสนชาดกจากภาษามคธเป็นภาษาไทย และได้เปลี่ยนชื่อเป็นพระรถเมรี ทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถอ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้น 5. วัดโบสถ์เกิดก่อนเมืองพนัสนิคม ให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาโบราณสถานและโบราณวัตถุ ที่น่าสนใจหลายอย่างของวัดโบสถ์ 6. วัดใต้ต้นลานอดีตหมู่บ้านลาว กล่าวถึงประวัติการสร้างวัดและสิ่งก่อสร้างที่สำคัญภายในวัด 7. แหล่งท่องเที่ยวและทัศนศึกษาที่น่าสนใจให้ความเพลิดเพลินและเหมาะแก่การเรียนรู้แต่ละแห่งมีประวัติความเป็นมาอย่างย่อ ๆ 8. จักสานงานอาชีพชาวพนัสนิคม กล่างถึงจักสานที่ผลิตขึ้นเป็นเครื่องใช้ในบ้าน เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ พัฒนาให้เป็นของดีมีราคา อละกลุ่มอาชีพจักสานในแต่ละหมู่บ้านและตำบล 9. พาไปซื้อเครื่องจักสานพนัสนิคมถึงแหล่งผลิตซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 5 แห่ง ด้วยกัน
ดูรายละเอียด
"สวนเสือศรีราชา เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนันทนาการ ให้ความรู้กับนักท่องเที่ยวทุกคน ซึ่งในปัจจุบัน เสือโคร่งพันธุ์เบงกอล และจระเข้ ที่เพาะเลี้ยงโดยสวนสัตว์ศรีราชานั้นมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากมาย นอกเหนือสัตว์นานาชนิดแล้ว สวนสัตว์ศรีราชายังได้มีกิจกรรมการแสดงต่างๆไว้มากมาย จุดประสงค์ที่ทางสวนเสือศรีราชาเพาะเลี้ยงเสือโคร่ง เนื่องจากเสือโคร่งพบมากที่สุดคือ ในทวีปเอเชีย ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของทวีปเอเชีย ซึ่งในปัจจุบันนี้เสือ โคร่งในธรรมชาติมีจำนวนลดน้อยลงเนื่องจากภัยที่เกิดจากธรรมชาติ และจากมนุษย์ และที่เลือกเสือพันธุ์เบงกอล เพราะเสือพันธุ์นี้สามารถอาศัยในภูมิอากาศของประเทศไทย เลขที่ 341 หมู่ 3 ต. หนองขาม อ. ศรีราชา จ. ชลบุรี สวนเสือศรีราชา เวลาให้บริการ : 08.00 - 18.00 (ทุกวัน) ค่าบริการ : ชาวไทย ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท ชาวต่างประเทศ ผู้ใหญ่ 250 บาท เด็ก 150 บาท "
ดูรายละเอียด
"ตั้งอยู่กลางสระน้ำเทศบาล ตรงข้ามศาลาเทศบาลเมืองพนัสนิคม ถนนเมืองเก่า ซอย 1 ภายในเป็นองค์พระพนัสบดีจำลอง สร้างเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2517 ส่วนองค์จริงกรมศิลปากรเก็บรักษาไว้เมื่อ พ.ศ. 2474 พระพนัสบดีเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่มีอายุประมาณ 1,200-1,300 ปี แกะสลักจากหินดำเนื้อละเอียด มาจากประเทศอินเดีย เหมือนนกที่มีลักษณะกึ่งครุฑ กึ่งนกเค้าในท่าประทานพร กลางฝามือมีลวดลายคล้ายธรรมจักร นักโบราณคดียืนยันว่าเป็นพระพุทธรูปสมัยทวารวดี ประทับยืนบนหลังสัตว์ประหลาดที่สร้างขึ้นจากจินตนาการ รูปร่างคล้ายนก ดวงตากลมโปนโต แก้มเป็นกระพุ้ง จงอยปากใหญ่งุ้มแข็งแรง ปลายจงอยปากจากบนลงล่างมีรูทะลุคล้ายกับจะแขวนกระดิ่งได้ มีเขาทั้งคู่ปิดเป็นเกลียวงดเข้าหากันคล้ายเขาโคตั้งอยู่เหนือตา ที่โคนเขามีหูสองหูอย่างหูโค มีปีกสองข้างใหญ่สั้นที่กำลังกางออก ขาทั้งสองข้างพับแนบทรวงอกยกเชิดขึ้นอย่างขาของครุฑที่กำลังเหินลม "
ดูรายละเอียด
วัดเขาพระบาท ภายในบริเวณวัดมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้สักการะหลายจุด มณฑปพระพุทธบาทเป็นสิ่งแรกที่มองเห็นได้จากประตูทางเข้าเพราะตั้งอยู่จุดกึ่งกลางของวัดเขาพระบาท ซึ่งภายในเป็นที่ประดิษฐานของรอยพระพุทธบาท ส่วนฝาผนังมีภาพเขียนเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติและนอกจากนั้นยังมีพระพุทธรูป 3 องค์ที่ประดิษฐานอยู่ใกล้กับรอยพระพุทธบาท อีกจุดหนึ่งที่ไม่ควรพลาดคือ พ่อปู่ฤๅษีที่นักท่องเที่ยวจะไปกราบไหว้ขอพรก่อนเดินทางกลับเพื่อความเป็นสิริมงคลและให้เดินทางปลอดภัย เป็นเขาที่มีประวัติศาสตร์ในภาคตะวันออก ในสมัยที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ยกทัพมาตีเมืองจันทบุรี และได้นำทหารมาพักที่เขาทัพพระยาหรือเขาพระบาท ก่อนที่จะยกทัพเดินทางไปตีเมืองจันทร์ ต่อมาปีพ.ศ.2510 หลวงพ่อพระครูวิบูลสังฆการ (หลวงพ่อโป) ได้พบรอยพระบาทของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บนยอดเขาพัทยาจึงได้สร้างมณฑปครอบรอยพระพุทธบาท หลังจากนั้นชาวบ้านทราบข่าวจึงได้ขึ้นเขาทับพระยาเป็นประจำ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ต่อมากทางราชการได้ยกเป็นเมือง เมื่อปี พ.ศ.2522 จึงได้เปลี่ยนชื่อจากบ้านทั้ยพระเป็นเมืองพัทยา
ดูรายละเอียด
วัดญาณสังวราราม ตั้งอยู่ที่ หมู่ 11 ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ตั้งเมื่อวันที่ 21 กกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2523 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อพ.ศ.2525
ดูรายละเอียด
"วัดสัตหีบเป็นวัดที่มีชื่อเสียงของจังหวัดชลบุรี ผู้คนมักจะเรียกกันว่าวัดหลวงพ่ออี๋ เนื่องจากหลวงพ่ออี๋เป็นผู้สร้างวัดนี้ขึ้นในปี พ.ศ. 2442 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งในปัจจุบันมีผู้เลื่อมใสในหลวงพ่ออี๋ ต่างพากันมาทำบุญและปิดทองนมัสการรูปหล่อของท่านที่วัดเป็นจำนวนมาก พระครูวรเวทมุนี หรือที่รู้จักกันว่าหลวงพ่ออี๋นั้น มีประวัติกล่าวว่าท่านเป็นชาวสัตหีบโดยกำเนิด มีบิดาชื่อ นายขำ และมารดาขื่อ นางเอียง ทองขำ ท่านได้เข้าบรรพชาเป็นภิกขุที่วัดอ่างศิลาเมื่ออายุได้ 25 ปี โดยได้ศึกษาพระธรรมวินัยพร้อมทั้งพระพุทธมนต์จนขึ้นใจ และต่อมาได้ไปศึกษาวิปัสสนาธุระในสำคัญของหลวงพ่อปาน ที่จังหวัดสมุทรปราการ จนกระทั่งชำนาญในด้านวิปัสสนากรรมฐาน จึงกลับมาจำพรรษาที่วัดอ่างศิลาอีกครั้งเมื่อครบพรรษาที่ 11 ได้กลับมาเยี่ยมญาติที่วัดสัตหีบ โดยในพรรษานั้นเองท่านได้ร่วมกับญาติโยมย้ายสำนักสงฆ์เดิมที่อยู่หัวตลาด มาสร้างที่วัดสัตหีบในปัจจุบัน โดยหลวงพ่ออี๋ท่านได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสคนแรกปกครองวัดสัตหีบ พัฒนาเสนาสนะต่างๆ จนมีความเจริญรุ่งเรืองสืบมา และจำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้เป็นเวลากว่า 47 พรรษา จนกระทั่งท่านได้ลาสังขารไปในปี พ.ศ.2489 กล่าวกันว่าหลวงพ่ออี๋เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านวิปัสสนากรรมฐาน และการบริกรรมคาถา ครั้งเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ ได้จัดสร้างวัตถุมงคลต่างๆ ไว้แจกจ่ายเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้ประชาชนเป็นจำนวนมาก เช่นผ้ายันต์ ผ้าพันหมวกให้ทหารเรือไว้ติดตัว หรือที่ชื่อรู้จักกันอย่างแพร่หลายมากที่สุด คือ ปลัดขิก ที่มีกิตติศัพท์ในด้าน สิริมงคลทำมาค้าขึ้น ซึ่งผู้คนยังให้ความนิยมและต่างเสาะหากันมาบูชาด้วยศรัทธาที่ไม่เคยจาง"
ดูรายละเอียด
เป็นประเพณีที่มีการสืบทอดกันมาเหมือนในอดีต ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาประชาชนมีความเชื่อว่าหากไม่มีการแข่งขันวิ่งควายในแต่ละปีนั้น จะเกิดภัยพิบัติในชุมชน เช่น อัคคีภัย เป็นต้น ซึ่งความเชื่อนั้นเป็นความจริง จึงเป็นเหตุให้มีการวิ่งควายเป็นประจำทุกปี จัดงานในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 12 ขั้นตอนการปฏิบัติของประเพณี (บางกรณีอาจจะมีพิธีกรรมด้วย) คุณค่า (ประโยชน์) ของประเพณีที่มีต่อชุมชน 1. การใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ 2. เกิดความรักความสามัคคี ของประชาชน 3. ประชาชนเกิดความสนุกสนาน
ดูรายละเอียด
เป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่ที่เจริญขึ้นในช่วงสมัยทวารดีและพัฒนาการสืบเนื่อง ต่อมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ 17-18 ซึ่งได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมความเชื่อจากอาณาจักรเขมรโบราณชื่อของเมืองพระรถนั้นมีที่มาจาก ชื่อของพระรถเสน โอรสของพระเจ้ารณสิทธิ์แห่งกุตารนครที่เกิดจากนางเภาน้องคนสุดท้องในตำนานนิทานพื้นบ้าน เรื่อง นางสิบสอง ลักษณะของเมืองพระรถจากการสำรวจพบว่าเป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่ มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ
ดูรายละเอียด
พระพุทธรูปแกะสลักเขาชีจรรย์ เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของจังหวัดชลบุรี สิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมาที่แห่งนี้คือ พระพุทธรูปแกะสลักลักษณะพุทธฉายองค์ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยเลียนแบบพระพุทธนวราชบพิตรศิลปะสุโขทัยผสมล้านนา สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บรรยากาศโดยรอบถูกตกแต่งด้วยสวนไม้สวยงามให้ความรู้สึกร่มรื่นเป็นอีกหนึ่งสถานที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับนักท่องเที่ยว เขาชีจรรย์ตั้งอยู่เส้นทางเดียวกับทางไปไร่องุ่นซิลเวอร์เลค เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย แกะสลักด้วยแสงเลเซอร์บนหน้าผาของเขาชีจรรย์ ศิลปสุโขทัยผสมล้านนา ขนาดความสูง 130 เมตร หน้าตักกว้าง 70 เมตร มีชื่อว่า “พระพุทธมหาวชิรอุตตโมภาสศาสดา” สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2539 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภายในพระอุระบรรจุพระรัตนะบรมสารีริกธาตุ บริเวณโดยรอบตกแต่งเป็นสวนพักผ่อนหย่อนใจสวยงาม อยู่ในความดูแลของกองทัพเรือ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน
ดูรายละเอียด
ของฝากนานาชนิด อาทิเช่น กั้ง กุ้ง หอย ปู ปลา ทั้งแห้งและสด กะปิ ผลไม้กวน ผลไม้ดอง ผลไม้แช่อิ่ม ห่อหมก หอยจ๊อ แจงลอน ขนุนทอด ทุเรียนทอด กาละแมร์ ขนมอาลัว ขนมหม้อแกง ขนมจาก เครื่องจักรสาน หวาย ที่พลาดไม่ได้เห็นจะเป็นข้าวหลาม และยังมีอีกมากมายครับ ให้อธิบายคงยาวเป็นหางว่าวแน่นอน สรุปแล้วก็บอกได้คำเดียวครับ เยอะมากกกกกกกกก หนองมน อยู่ไม่ไกลจากทางเข้าหาดบางแสน อยู่ใกล้กันเพียง 1 กิโลเมตรเศษ ๆ เท่านั้น เรียกกันจนติดปาก “ตลาดหนองมน” หรือที่ใคร ๆ รู้จักกันดี “ข้าวหลามหนองมน” หนองมนตั้งอยู่ในตำบลแสนสุข จังหวัดชลบุรี ห่างจากตัวจังหวัดเพียง 11-12 กิโลเมตร คนที่นี่เค้าเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า “ตลาดแสนสุข” เป็นตลาดที่เจริญในด้านการค้าที่สุดในจังหวัดชลบุรี สองฟากฝั่งของถนนเต็มไปด้วยร้านค้าเรียงรายยาวสุดลูกหูลูกตากันเลยทีเดียว และแต่ร้านก็ละลานตาไปด้วยของฝากนานาชนิด มาที่นี่คุณได้ทุกอย่างที่ต้องการติดไม้ติดมือไม่มากก็น้อยล่ะครับ
ดูรายละเอียด
"เขาสามมุข เป็นสัญลักษณ์ในดวงตราประจำจังหวัดชลบุรี เป็นเนินเขาเตี้ย ๆ อยู่กึ่งกลางระหว่างบ้านอ่างศิลา และหาดบางแสน ไปตามถนนตัดเลียบริมหาดจากอ่างศิลาลาดขึ้นเขาสามมุข เชิงเขาเป็นที่ตั้งศาลเจ้าแม่เขาสามมุขอันเป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไปนับแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน ผู้ที่มีโอกาสไปกราบไหว้มักถวายว่าวและมะพร้าวอ่อนเพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งที่เจ้าแม่โปรด ภายในบริเวณจะเป็นสวนตะบองเพชรที่สวยงามมากหลังจากไหว้เจ้าแม่เรียบร้อยแล้วยังสามารถเที่ยวชมทัศนียภาพรอบๆเขาได้อีกด้วย เขาแห่งนี้มีถนนวนรอบเชื่อมต่อถึงกันโดยตลอด ที่จุดชมวิวสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของแหลมแท่นและชายหาดบางแสนได้อย่างชัดเจน บริเวณเขาสามมุขมีลิงป่าอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากนักท่องเที่ยวนิยมให้ขนมหรือผลไม้แก่ลิง จึงมีพ่อค้าแม่ค้านำอาหารลิง เช่น ถั่วต้ม ผัก ผลไม้ และขนม ใส่ตะกร้าใบเล็กๆ ไว้จำหน่ายแก่นักท่องเที่ยว บริเวณหน้าผาริมทะเลเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มี ตำนานแห่งความรักของหนุ่มสาวที่จบชีวิตลงตามกันตามที่ได้สาบานรักกันไว้ อีกตำนานกล่าวว่าเดิมเขาสามมุขเป็นถ้ำใหญ่ ในถ้ำมีทรัพย์สมบัติมากมาย เช่น โต๊ะ โตก ถาด ถ้วย จาน ฯลฯ สิ่งของเหล่านี้ถือกันว่าเป็นของเจ้าแม่เขาสามมุข เวลามีงานชาวบ้านไปบอกกล่าวขอยืมมาใช้ได้ เสร็จแล้วก็เอาไปคืน ต่อมามีคนไม่ซื่อตรง ยืมมาแล้วเอาของไม่ดีไปส่งแทน บางทีก็ไม่ส่งคืน เจ้าแม่จึงเอาหินปิดปากถ้ำเสีย ไม่ให้ใครเข้าออกอีก "
ดูรายละเอียด
จากชลบุรีมุ่งหน้าไปทางหาดบางแสน โดยใช้เส้นทางเรียบทะเลผ่านวัดอ่างศิลาไปไม่นานนักจะพบกับสะพานปลาอ่างศิลาที่อยู่ตรงโค้งพอดี เนื่องจากที่นี้เป็นท่าเทียบเรือประมงชาวประมงจะมาขึ้นของทะเลตั้งแต่ตอนเช้าๆ กันเลยทีเดียว สะพานปลาแห่งนี้จึงเป็นตลาดสดซื้อขายอาหารทะเลในราคาถูกๆ ไม่ว่าจะเป็น กุ้ง หอย ปู ปลา มีให้เลือกกันละลานตาไปหมดหลายขนาดหลายราคา สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการรับประทานอาหารทะเลแบบสดๆ ที่ตลาดสดแห่งนี้ก็มีร้านอาหารไว้คอยบริการในราคาที่ไม่แพงอีกด้วย สำหรับผู้ที่ชื่นชอบอาหารทะเลไม่ควรพลาดที่ตลาดสดสะพานปลาอ่างศิลาอย่างแน่นอน สะพานปลาอ่างศิลาตั้งอยู่โค้งแรกที่มองเห็นทะเลเมื่อเข้าเขตบ้านอ่างศิลา ตรงเข้าไปจะเห็นสะพานปลา ที่มีเรือประมงจอดอยู่มากมาย นั่นก็คือ ตลาดอ่างศิลา หรือสะพานปลาอ่างศิลานั่นเอง ได้เริ่มก่อสร้างขึ้นเมื่อปี 2499 ตามข้อเรียกร้องของชาวประมง จังหวัดชลบุรี ด้วยเหตุที่ว่าจังหวัดชลบุรีนั่นไม่มีที่จอดเรือสาธารณะ
ดูรายละเอียด
ตลาดเก่าอ่างศิลา เป็นตลาดที่มีมานานถึง 133 ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ชาวตะวันตกและคนบางกอกหรือคนกรุงเทพ มาพักตากอากาศกันมาก ชื่ออ่างหินก็เริ่มเปลี่ยนแปลงเป็น “อ่างศิลา” ให้ดูเป็นสากลมากขึ้น สำหรับคำว่าอ่างศิลาที่คนเรียกติดปากนั้น เดิมแล้วคนในพื้นที่ดั้งเดิมเรียกกันว่า “อ่างหิน” เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสจังหวัดชลบุรี ได้ประทับแรมที่อ่างศิลา โดยมีลายพระราชหัตถเลขา ลงวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2419 พรรณนาถึง อ่างศิลา ตอนหนึ่งว่า เรียกชื่อว่าอ่างศิลานั้น เพราะมีแผ่นดินสูงเป็นลูกเนิน มีศิลาก้อนใหญ่ๆ เป็นศิลาดาด และเป็นสระยาวรี และนี่ก็คือที่มาของคำว่า “อ่างศิลา” นี้เอง เป็นชุมชนเก่าแก่ของอ่างศิรา อายุชุมชนกว่า 133 ปี และพยายามพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว แบบตลาดเก่าเพื่อให้นักท่องเที่ยวไปแวะมาเยี่ยมชม
ดูรายละเอียด
ของฝากราคาถูก มีให้เลือกมากมาย
ดูรายละเอียด
วิหารเทพสถิตพระกิติเฉลิมหรือศาลเจ้าหน่าจาซาไท้จื้อ เป็นศาลเจ้าจีนตั้งอยู่บนถนนเลียบทะเลจากอ่างศิลาไปเขาสามมุข ภายในก่อสร้างและตกแต่งเป็นแบบสถาปัตยกรรมจีนที่สร้างได้อย่างสวยงาม ศิลปะเด่นของวิหารแห่งนี้คือ มีรูปปั้นมังกรมากถึง 2,840 ตัว กระถางธูปศักดิ์สิทธิ์และเสาฟ้าดินที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะไม่เหมือนที่ไหน นอกจากศิลปะที่งดงามแล้วภายในยังประดิษฐานเทพเจ้าหน่าจาซาไท้จื้อ และเจ้าแม่กวนอิมพันมือที่นักท่องเที่ยวต่างเคารพบูชา ประวัติวิหารเทพสถิตพระกิติเฉลิมหรือศาลเจ้าหน่าจาซาไท้จื้อ เดิมเป็นศาลเจ้าขนาดเล็ก สร้างขึ้นโดยอาจารย์สมชาย เฉยศิริ เมื่อปี 2534 ต่อมาศิษยานุศิษย์ พ่อค้า ประชาชนที่เลื่อมใสในองค์เทพเจ้าหน่าซาไท้จื้อ ได้ร่วมบริจาคสร้างศาลเจ้าขึ้นใหม่ ในวโรกาสเฉลิมพระเกียรติครบรอบ 72 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2541 สมเด็จพระสังฆราชฯ เสด็จมาเป็นประธานพิธีเททองหล่อพระพุทธ 7 องค์ และพระราชทานนามศาลเจ้าแห่งนี้ว่า "วิหารเทพสถิตพระกิติเฉลิม" ซึ่งหมายความว่า ที่สถิตของทวยเทพเจ้าทั้งหลาย ปัจจุบัน ประกอบด้วยอาคารหลัก 3 หลัง หอฟ้าดิน 1 หลัง บนเนื้อที่ 13 ไร่
ดูรายละเอียด
"วัดใหญ่อินทาราม เป็นวัดโบราณ สร้างสมัยศรีอยุธยา เดิมชื่อว่า วัดหลวง หรือวัดอินทาราม โดยสมเด็จพระนครินทราธิราช(พระนครอินทร์)พระราชนัดดา แห่งพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพงั่ว) พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ตามพงศาวดารปรากฎว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อครั้งยังเป็นพระยาวชิรปราการ ได้เสด็จมาพักไพร่พลเมื่อคราวเสด็จมาปราบปราม นายทองอยู่ นกเล็ก บริเวณหมู่บ้านใกล้เคียงกับวัดนี้ ชาวเรียก วัดบ้านค่าย ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๒๙ เป็นต้นมา วัดชำรุดทรุดโทรม จึงได้บูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะสงฆ์ อาทิ กุฎิ ศาลาการเปรียญ พระวิหาร เป็นต้น ได้รับยกฐานะเป็นพระอารามหลวง เมื่อปี ๒๕๑๘ วัดใหญ่อินทาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ ๘๕๘ ตำบลบางปลาสร้อย อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ.๒๔๓๕ มีที่ดินตั้งวัด เนื้อที่ ๑๙ ไร่ ๑ งาน ๘๙ ตารางวา มีสิ่งสำคัญในพระอาราม พระอุโบสถ พระประธาน พระวิหาร พระมณฑป พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระเิจ้าตากสิน ศาลาพระเจ้าตากสิน ศาลาการเปรียญ ปััจุบัน พระราชสิทธิวิมล(เอนก จานิสฺสโร) เป็นเจ้าอาวาส"
ดูรายละเอียด
พระพุทธรูปขนาดใหญุ่ที่สุดในจังหวัดชลบุรี เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่ชาวบ้านเรียกกันจนติดปากว่า "หลวงพ่อใหญ่" หรือ "พระพุทธสุโขทัยวลัยชลธาร" ทางขึ้นไปสักการะหลวงพ่อใหญ่เป็นบันไดพญานาค 7 เศียร ที่มีลักษณะงดงาม ด้านบนนอกจากหลวงพ่อใหญ่แล้วยังมีพระยืนและพระพุทธประจำวันที่ประดิษฐานโดยรอบให้นมัสการ หลังจากนมัสการหลวงพ่อใหญ่เสร็จก่อนกลับอย่าลืมเดินเคาะระฆังที่อยู่ติดกับทางขึ้นบันไดพญานาค เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต วัดพระใหญ่ ตั้งอยู่ บนเขาพระตำหนัก ในเมืองพัทยา จ.ชลบุรี เป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สุดของจังหวัดชลบุรี นามว่า "พระพุทธสุโขทัยวลัยชลธาร" ที่ประชาชนนิยมเรียกว่า "หลวงพ่อใหญ่" สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2520
ดูรายละเอียด
"สระสี่เหลี่ยมซึ่งขุดลงไปในศิลาแลง ตามตำนานกล่าวว่าเป็นสระที่พระรถในเรื่องพระรถเมรีใช้เป็นที่ให้น้ำไก่ เมื่อคราวที่นำไก่ออกตีเพื่อเลี้ยงนางสิบสองและได้เดินทางมาตีไก่ถึงบริเวณนี้ ที่อยู่ : ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 6 ตำบลสระสี่เหลี่ยม การเดินทาง : ไปตามเส้นทางสาย 0804 สระสี่เหลี่ยมผ่านวัดหัวถนน ไปสู่บริเวณที่เป็นสระน้ำโบราณ"
ดูรายละเอียด
สถานที่พักผ่อน กิจกรรมสนุกๆ สำหรับครอบครัวและเพื่อนฝูง
ดูรายละเอียด
ติดต่อเรา

สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
๖๖๖ ชั้น ๒๐ ถนนบรมราชชนนี แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

โทรศัพท์ ๐ ๒๔๒๒ ๘๘๙๕-๙๙,๐ ๒๔๒๒ ๘๙๐๑
โทรสาร ๐ ๒๔๒๒ ๘๙๐๒
สนับสนุนโดย
© Copyright 2012 - 2017 All rights reserved : Ministry of Culture Thailand